เครื่องปฏิกรณ์นิวเคลียร์ ในโครงการจัดตั้งเครื่องปฏิกรณ์นิวเคลียร์วิจัยเครื่องใหม่ เพื่อการแพทย์ เกษตรกรรม และอุตสาหกรรม ของ สทน. หรือ สถาบันเทคโนโลยีนิเคลียร์แห่งชาติ (องค์การมหาชน) ที่มีกำหนดระยะเวลาดำเนินงานมาตั้งแต่เดือน กันยายน 2561 – มิถุนายน 2563 และยังคงยืดเยื้อหาจุดจบของโครงการไม่ได้มาจนถึงปัจจุบัน
จากการรวมตัวกันคัดค้านของพี่น้องประชาชนชาวจังหวัดนครนายก เพราะหวั่นผลกระทบที่จะตามมาหลายด้าน จนนำมาสู่การเปิดประชุมเพื่อรับฟังความคิดเห็นของประชาชน ครั้งที่ 3 เมื่อวันอาทิตย์ที่ 10 กันยายน 2566 นี้ เป็นครั้งสุดท้าย หากมีมติเห็นชอบจากประชาชนเป็นเสียงข้างมาก เครื่องปฏิกรณ์นิวเคลียร์วิจัยเครื่องใหม่ก็จะถูกติดตั้งอยู่ใต้ถุนบ้านเรา ซึ่งเปรียบเสมือนทุ่นระเบิดที่รอเวลาประทุออกมาคร่า-ทำลายชีวิตผู้คน
ทำไมต้องเปิดประชุมในครั้งนี้ :
โดยโครงการจัดตั้งเครื่องปฏิกรณ์นิวเคลียร์วิจัยเครื่องใหม่ สทน.ได้มีการว่าจ้างให้บริษัท คอนซัลแทนท์ ออฟ เทคโนโลยี ซึ่งเป็นหน่วยงานนอก ทำรายงานการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ (Environment and Health Impact Assessment: EHIA) และจัดเวทีประชาพิจารณ์รับฟังความเห็นประชาชนต่อโครงการจัดตั้งเครื่องปฏิกรณ์นิวเคลียร์ ตามประกาศของสำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กำหนดให้มีการรับฟังความคิดเห็นของประชาชนไว้ 3 ครั้งเป็นอย่างน้อย
ขณะนี้โครงการดังกล่าวดำเนินการเสร็จไปแล้ว 2 ครั้ง คือ ครั้งที่ 1 วันที่ 26 ธันวาคม 2561 เกิดขึ้นในลักษณะเวทีรับฟังความคิดเห็น มีผู้เข้าร่วมทั้งหมด 730 คน ครั้งที่ 2 ดำเนินการระหว่างวันที่ 24 เมษายน ถึงวันที่ 17 พฤษภาคม 2562 เป็นไปในลักษณะการประชุมกลุ่มย่อย ใช้แบบสอบถาม และการศึกษาดูงาน ณ ศูนย์ สทน. ทั้งนี้ กำหนดการรับฟังความคิดเห็น ครั้งที่ 3 เดิมกำหนดไว้วันที่ 14 มีนาคม 2563 แต่ต้องเลื่อนออกไป เนื่องจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 จนกระทั่งมีการกำหนดวันใหม่เป็นที่เรียบร้อยเป็นวันอาทิตย์ที่ 10 กันยายน 2566 นี้ (ที่มา : https://waymagazine.org/the-nuclear-reactor-in-nakornnayok/
โดยโครงการนี้มีแผนที่จะติดตั้งเครื่องปฏิกรณ์นิวเคลียร์วิจัยขนาดกำลังผลิตไม่เกิน 20 เมกะวัตต์ พร้อมประยุกต์ใช้เทคโนโลยีนิวเคลียร์จากการติดตั้งเครื่องปฏิกรณ์นิวเคลียร์วิจัยกับกลุ่มงานต่าง ๆ ได้แก่ กลุ่มงานด้านการผลิตไอโซโทปรังสี กลุ่มงานด้านการฉายรังสีอัญมณี กลุ่มงานด้านการปรับกรุงพันธุศาสตร์ กลุ่มงานวิจัยและนวัตกรรม กลุ่มงานตรวจสอบและวิเคราะห์วัสดุ กลุ่มงานด้านการโดปสารกิ่งตัวนำ ซึ่ง สทน.ระบุว่าเครื่องเก่ามีกำลังการผลิตไม่เพียงพอต่อการใช้งานภายในประเทศ และมีอายุการใช้งานมายาวนาน แต่ในการปัดฝุ่นเดินหน้าโครงการติดตั้งเครื่องปฏิกรณ์นิวเคลียร์วิจัยขนาดกำลังผลิตไม่เกิน 20 เมกะวัตต์ในครั้งนี้กลับมีการดำเนินการผลักดันโครงการแบบไม่โปร่งใส เต็มไปด้วยข้อพิรุธและสุ่มเสี่ยงที่จะก่อให้เกิดอันตรายให้เกิดขึ้นแก่ประชาชนชุมชนน้อยใหญ่ในบริเวณใกล้เคียง ตลอดจนคนในจังหวัดนครนายกได้มากมาย ดังนี้

อ้างอิงข้อมูลจาก นพ.สุธีร์ รัตนะมงคลกุล หัวหน้าภาควิชาเวชศาสตร์ป้องกันและสังคม คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ (มศว) จากข้อ 1-ข้อ 8 ระบุว่า
1.เรื่องความคุ้มค่าของโครงการ จากการที่ สทน. จ้างให้หน่วยงานภายนอกประเมินผลตอบแทนการใช้ประโยชน์จากโครงการจัดตั้งเครื่องปฏิกรณ์นิวเคลียร์ฯ ผลที่ออกมา คือ ถ้าไม่ตัดสินใจดำเนินการหรือมีความล่าช้า จะสูญเสียโอกาสในทางเศรษฐกิจไม่น้อยกว่า 1,202.38 ล้านบาท ซึ่ง ดร.นพ.สุธีร์ ตั้งข้อสังเกตว่า การประเมินมูลค่าทางเศรษฐกิจข้างต้นนั้น ไม่เปิดเผยรายละเอียดวิธีการคิดคำนวณ จึงไม่มีความชัดเจนว่าได้มีการคิดรวมความเสี่ยงจากกากกัมมันตรังสี ซึ่งถ้าหากรั่วไหลแล้ว คนในพื้นที่จะได้รับอันตรายไปด้วยหรือไม่
2. การดำเนินโครงการฯ ข้างต้นระบุว่า กำลังการผลิตปัจจุบันอยู่ที่ 2 เมกะวัตต์นั้นไม่เพียงพอต่อความต้องการใช้รังสีภายในประเทศ ทำให้คณะผู้ร้องเรียนต้องการทราบรายละเอียดปริมาณความต้องการใช้รังสีในแต่ละภาคส่วน
3. ทบวงการพลังงานปรมาณูระหว่างประเทศ (International Atomic Energy Agency: IAEA) ระบุว่า การเลือกพื้นที่จัดตั้งเครื่องปฏิกรณ์ฯ ต้องเลือกจากหลายพื้นที่และนำแต่ละที่มาจัดลำดับให้คะแนนในหลายปัจจัย ซึ่ง สทน. ชี้แจงว่าได้ดำเนินการไปแล้วในปี พ.ศ. 2533-2534 โดยปฏิบัติตามระเบียบของ IAEA ในช่วงเวลาดังกล่าว การชี้แจงของ สทน. ในลักษณะนี้ สร้างความไม่สบายใจให้ชาวบ้านในพื้นที่เป็นอย่างมาก เนื่องจากโครงการจัดตั้งเครื่องปฏิกรณ์นิวเคลียร์ฯ ซึ่งมีแผนจะเริ่มดำเนินการในอนาคตอันใกล้นี้ ไม่ควรใช้ชุดข้อมูลการสำรวจที่มีอายุกว่า 30 ปี มาตัดสินใจเลือกสถานที่ตั้ง
4.การดำเนินการผลักดันโครงการดังกล่าวมีความไม่เป็นอิสระและความไม่ครอบคลุมของกระบวนการประชาพิจารณ์ โดยโครงการดังกล่าวได้จัดการรับฟังความคิดเห็นของประชาชนและผู้มีส่วนได้ส่วนเสียมาแล้ว 2 ครั้ง อย่างไรก็ตาม นพ.สุธีร์เปิดเผยว่า กระบวนการดังกล่าวดำเนินการอย่างไม่ครอบคลุม
5. การจัดตั้งเครื่องปฏิกรณ์นิวเคลียร์ฯ จะเกิดความเสี่ยงและผลกระทบเกิดขึ้นในวงกว้าง แต่ในเวทีการรับฟังความคิดเห็นฯ เปิดโอกาสเฉพาะบุคคลในพื้นที่รัศมี 5 กิโลเมตรจากจุดที่จะจัดตั้งเครื่องปฏิกรณ์ฯ เข้าร่วมเท่านั้น นอกจากนี้มีชาวบ้านบางส่วนให้ข้อมูลว่า ในกระบวนการรับฟังความคิดเห็นฯ เวทีที่ 1 เมื่อวันที่ 26 ธันวาคม 2561 นั้นมีการเกณฑ์คนมาเข้าร่วม พร้อมให้ผ้าห่มและเงินจำนวนหนึ่งเป็นค่าตอบแทน ซึ่งอาจเป็นผลให้ความคิดเห็นจากชาวบ้านในพื้นที่ไม่เป็นอิสระจากข้อคิดเห็นที่ สทน. ต้องการ
6. พื้นที่ในอำเภอองครักษ์ ถูกใช้ในการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ ขุดบ่อปลาเป็นจำนวนมาก มีแม่น้ำนครนายกไหลผ่านซึ่งจะไหลออกไปสองทาง ทางหนึ่งคือไหลไปบรรจบกับแม่น้ำโยธะกาต่อด้วยแม่น้ำบางปะกงก่อนจะไหลลงสู่อ่าวไทย และอีกทางเชื่อมไปสู่คลองรังสิตและแม่น้ำเจ้าพระยา ทั้งสองสายนี้เชื่อมต่อกันด้วยคูคลองในตำบลทรายมูล ห่างจากสำนักงาน สทน. ที่จะติดตั้งเครื่องปฏิกรณ์ฯ เพียงไม่กี่ร้อยเมตร ดังนั้น ไม่ต้องรอให้เกิดการระเบิดหรืออุบัติเหตุครั้งใหญ่ เพียงการรั่วไหลของกัมมันตรังสีสะสมทีละน้อยก็เพียงพอให้เกิดหายนะไปเกือบทั่วทั้งประเทศ
7. นอกจากผลกระทบทางน้ำ ที่ดินในบริเวณดังกล่าวยังถูกประกาศให้เป็นพื้นที่แก้มลิง หากเกิดอุทกภัย เครื่องปฏิกรณ์ฯ อาจต้องจมอยู่ใต้มวลน้ำเป็นเวลานาน ทั้งนี้อำเภอองครักษ์ยังมีรอยเลื่อนองครักษ์ เป็นรอยเลื่อนขนาดใหญ่ที่เชื่อมต่อมาจากรอยเลื่อนแม่ปิง ซึ่งสุมเสี่ยงต่อการเกิดภัยธรรมชาติดังกล่าวได้
8.จุดเด่นของนครนายก คือ การท่องเที่ยวกับการเกษตรเอื้อกัน คนเข้ามาซื้อสินค้าเกษตร เกษตรกรก็พึ่งพานักท่องเที่ยวเป็นรายได้หลัก รวมทั้งประมงด้วย หากมีการปนเปื้อนหรือมีก๊าซรั่ว แล้วคนไม่กล้ามาเที่ยว รายได้ของคนในจังหวัดที่เป็นห่วงโซ่บริการก็จะเสียไปทั้งหมด หรือถ้าเหิดสารรั่วไหลไปอยู่ในน้ำ ในปลา ถ้าคนทั่วไปรู้กันว่าปลาที่มาจากนครนายกมีสารกัมมันตรังสีปนเปื้อน แล้วใครจะซื้อ
9. ข้อมูลจากนายสิทธิชัย อิ่มจิตร ประธานชมรมอนุรักษ์นกเหยี่ยวปากพลี จ.นครนายก ระบุว่า หากโครงการดังกล่าวผ่านการรับฟังความคิดเห็นครั้งที่ 3 และมีมติให้มีการจัดตั้งเครื่องปฏิกรณ์นิวเคลียร์ได้ มันอาจส่งผลกระทบต่อพื้นที่อพยพของนกเหยี่ยว ซึ่งอยู่ห่างจากที่ตั้งเครื่องปฏิกรณ์นิวเคลียร์เพียง 30 กิโลเมตร
10. waymagazine.org ระบุว่าหากเกิดการรั่วไหลของกัมมันตรังสีทั้งที่ปล่อยสู่สภาพแวดล้อมโดยไม่รู้ตัว และทั้งอุบัติเหตุที่สามารถสร้างความเสียหายได้เป็นวงกว้างและยาวนาน เหมือนเช่นภัยพิบัติเชอร์โนบิล ประเทศยูเครน และการระเบิดของโรงไฟฟ้านิวเคลียร์จากเหตุแผ่นดินไหวที่ฟุกุชิมะ ประเทศญี่ปุ่น ที่แม้เหตุการณ์จะผ่านมาแล้ว 32 และ 9 ปีตามลำดับ ผลกระทบยังมีต่อเนื่องมาถึงปัจจุบัน
นพ.สุธีร์ ระบุอีกว่า แม้ว่าไอโซโทปรังสีเป็นสิ่งจำเป็นและมีความต้องการจากหลายภาคส่วน แต่เครื่องปฏิกรณ์ฯ ไม่ใช่แหล่งกำเนิดเพียงอย่างเดียว เราสามารถจัดหาไอโซโทปรังสีเหล่านั้นได้โดยไม่จำเป็นต้องติดตั้งเครื่องปฏิกรณ์ฯ ให้คนในพื้นที่ต้องแบกรับความเสี่ยง โดยเครื่องไซโคลตรอนที่มีอยู่ก็สามารถผลิตสารเภสัชรังสีได้ ส่วนไอโซโทปรังสีประเภทที่เครื่องไซโคลตรอนไม่สามารถผลิตได้ก็สามารถใช้วิธีการนำเข้าแทนได้ วิธีนี้สามารถตอบสนองความต้องการได้ โดยไม่มีกากกัมมันตรังสีซึ่งเป็นต้นตอของความกังวลที่จะส่งผลกระทบต่อคนทั้งจังหวัดนครนายกในวงกว้างและลุกลามไปเป็นปัยหาใหญ่ในระดับประเทศได้
รายงานโดย : Na-Nakhonnayok.com
——————-+++——————
แหล่งอ้างอิง :
– โครงการจัดตั้งเครื่องปฏิกรณ์นิวเคลียร์วิจัยเครื่องใหม่
– https://greennews.agency/?p=21636
– https://waymagazine.org/the-nuclear-reactor-in-nakornnayok/
– https://waymagazine.org/nuclear-reactor/
– https://www.thaipbs.or.th/news/content/314904