วัดเลขธรรมกิตติ์ หรือ วัดบางอ้อนอก เด่นเรื่องโบราณสถาน เป็นโบสถ์เก่าที่ปกคลุมไปด้วยรากไม้ อายุกว่า 150 ปี และเป็น ที่เที่ยวสายมู ที่ชาวมูเตลูไม่ควรพลาด หากอยากประสบความสำเร็จผมหวังเรื่องการงาน การเงิน และ สุขภาพ โดยมีเคล็ดลับในการบูชาให้ได้สมปารถนา ด้วยการตั้งจิตให้มั่นในเรื่องใดเรื่องหนึ่งเพียงหนึ่งเรื่อง แล้วเดินลอดเข้าไปที่ประตูโบสถ์ปรกโพธิ์ เพื่อเป็นสิริมงคลแก่ชีวิต!!
ประวัติความเป็นมา : วัดเลขธรรมกิตติ์ ตั้งอยู่ที่ บ้านบางอ้อ หมู่ที่ 14 ต.บางอ้อ อ.บ้านนา จ.นครนายก สร้างขึ้นในสมัยรัชกาลที่ 5 เมื่อปี พ.ศ.2413 ไม่ปรากฏนามผู้สร้างวัด ตามหลักฐานคนเก่าเล่าให้ฟังว่า พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้เสด็จไปดงละครทางเรือ พร้อมด้วยพระราชโอรส ตามลำแม่น้ำนครนายก พอเลยวัดไปแล้วเสด็จไม่ได้ ติดผักตบชวา จึงเสด็จขึ้นฝั่ง เสวยพระกระยาหารกลางวันที่ศาลาวัดบางอ้อนอก เมื่อพระราชโอรสองค์นี้สวรรคตก็อาราธนาสมภารจอน เจ้าอาวาสไปรับเครื่องสังเค็จ ดังมีหลักฐานจารึกอยู่ที่วัดจนปัจจุบันนี้ ในงานพระเมรุพระองค์เจ้าอุรุพงษ์สมโภช พระราชปิโยรส ร.ศ.128สมภารวัดที่ปกครองวัดต่อจากสมภารจอนก็มีสมภารอยู่ และสมภารเฮง แต่ปกครองวัดไม่นานก็ลาสิขาเพศ สมภารที่ปรากฏเป็นหลักฐานชื่อพระอธิการเผื่อน ฐิติญาโณ อายุ 36 พรรษา 14 ได้รับแต่งตั้งเป็นเจ้าอาวาสเมื่อวันที่ 15 เมษายน พ.ศ.2459 ภายหลังได้แต่งตั้งเป็นพระครูสัญญาบัตร ในพระราชทินนามว่า “พระครูสัทธาภินันท์ เมื่อพ.ศ.2490 และเป็นผู้เปลี่ยนชื่อวัดจากวัดบางอ้อนอกเป็นวัดเลขธรรมกิตติ์
ด้านโบราณสถาน : พระอุโบสถของวัดเลขธรรมกิตติ์ นั้นมีผู้เล่าว่า พระอุโบสถนี้สร้างขึ้นในสมัยที่หลวงปู่นุช เป็นเจ้าอาวาส คาดว่าเป็นช่วงปีก่อนล้นเก้ล้ารัชกาลที่ 5 เสด็จแวะพักที่วัดเมื่อ พ.ศ.2451 เพราะเท่าที่จำได้ เมื่อครั้งที่พนะอุโบสถยังดี ที่ซุ้มประตูกำแพงแก้วมีลายปั้นปูนมีข้อความว่า ร.ศ.127 ซึ่งตรงกับปีที่เสด็จสำหรับหัวหน้าที่สร้างโบถส์หลังนี้จะมีอยู่หลายคนที่พอระบุได้ คือ ปู่เผือกและย่าลำพู ซึ่งเป็นคหบดีและคหปตานี ในตำบลนี้ เล่ากันว่าเมื่อฝังลูกนิมิตรย่าลำพูมีศรัทธามาก ถึงกับถอดสร้อยคอ สร้อยข้อมือ และแวน บรรจุในหลุมนิมตร และเล่ากันอีกว่า เคยมีพระบางรูปเข้าไปท่องหนังสือในอุโบสถแล้วเผลอหลับฝันไปว่าเห็นสาวสวยห่มผ้าสไบอยู่ในโบสถ์ วัดเลขธรรมกิตกติ์
ด้านการก่อสร้าง : เล่ากันว่าช่างก่อสร้างวัดนี้เป็นคนจีน ชื่อเจ๊กลิ้ม มาจากอยุธยา ซึ่งต่อมาได้แต่งงานกับนางอยู่แม่ยายอดีตกำนันตำบลบางอ้อ โดยมีความเป็นไปได้ตามคำเก่าเล่าเรื่องเพราะทั้งรูปทรงและลวดลายของพระอุโบสถเป็นศิลปะแบบผสมไทย-จีน ซึ่งเป็นที่นิยมในสมัยรัชกาลที่ 3-5 ส่วนช่อฟ้าเป็นปูนปั้นรูปมังกร แทนที่จะเป็นนาคเหมือนอุโบสถทั่วไป ส่วนหน้าบันได้ทั้งสองนั้น เป็นปูนปั้นเครือเถาสไตล์จีน ตรงกลางมีช้าง 3 เศียร ข้างช้างมีกิเลนเกาะอยู่ทั้ง 2 ข้าง ด้านบนของช้าง 3 เศียรเป็นเจดีย์เหนือขึ้นไปเป็นดอกบัวบาน ทำคล้ายรูปพัดซึ่งเป็นสัญลักษณ์แทนพระพุทธเจ้า ตัวพระอุโบสถก่ออิฐถือปูนเป็นผนังที่หนามาก ทำให้ภายในเย็นตลอดเวลา ส่วนเสาและคานบนเป็นไม้กลมขนาดใหญ่ ประตูหน้าและหน้าต่างเป็นไม้หนาแผ่นเดียวไม่มีลวดลายรวมๆ แล้วเป็นโบสถ์ที่มีลักษณะเรียบง่ายไม่โดดเด่นนักแต่ทรงคุณค่าทางจิตใจ แต่เป็นที่น่าเสียดายที่พระอุโบสถหลังเดิมนี้ตั้งอยู่บนพื้นที่ดินอ่อนหมีลักษณะเป็นเลน (สันนิษฐานว่าบริเวณบางอ้อคงเคยเป็นทะเลมาก่อนแล้วตื้นเขิน) จึงทำให้เกิดการทรุดโทรมไปตามกาลเวลา.
เรื่อง/ภาพโดย : Na-Nakhonnayok.com












